ประวัติของการประจักษ์

กวาดาลูป, เม็กซิโก (1531)
 

การประจักษ์ของพระแม่มารีเริ่มต้นขึ้นในวันที่ 9 ธันวาคม ปี 1531 ท่ามกลางวิกฤตการณ์ครั้งใหญ่ของประเทศ ชาวนานามว่า ฆวน ดิเอโก ได้ยินเสียงเพลงคล้ายเสียงขานขับของมวลสกุณานานาพันธุ์ระหว่างที่เดินผ่านเนินเขาที่ชื่อว่า เทเปยัค เมื่อเขาปีนขึ้นไปขนเนินเขา ก็ได้พบกับสตรีทรงโฉมซึ่งอ้างตนว่าเป็นพระแม่มารีผู้พิสุทธิ์สมบูรณ์ และร้องขอให้เขาสร้างโบสถ์ขึ้น ณ ที่แห่งนี้ พระนางยังบอกให้ฆวน ดิเอโก ไปยังอาวาสของบิช็อปแห่งเม็กซิโก ฆวน ซูมาร์รากา เพื่อบอกทุกเรื่องที่เขาได้เห็นและได้ยิน

ในวันที่ 12 ธันวาคม 1531 เขาได้พบกับพระแม่อีกครั้ง พระนางบอกให้เขาเก็บดอกไม้ทั้งหมดที่อยู่บนเนินเขา เขาใช้ "ติลมา" ผ้าคลุมที่ทอจากใยกระบองเพชรเพื่อเก็บดอกไม้ทั้งมวลนั้น พระแม่ได้จัดปวงดอกไม้บนติลมาในแบบพิเศษ แล้วก็ได้มัดเข้าเป็นช่อ ให้ฆวน ดิเอโก เปิดช่อดอกไม้นี้เฉพาะต่อหน้าองค์บิช็อปเท่านั้น เมื่อเขาทำเช่นนั้น ดอกไม้แสนมหัศจรรย์ก็ได้ร่วงลงกับพื้น พร่างพรายด้วยสีสันและกลิ่นหอมจรุง

ภายในผืนผ้าติลมา มีพระฉายของพระแม่ปรากฏอยู่ ข่าวแห่งปาฏิหาริย์นั้นแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว ผ้าติลมาที่ปรากฏพระฉาย เปิดให้สาธารณชนได้ชมตั้งแต่เกิดปาฏิหาริย์ขึ้นเมื่อเดือนธันวาคม 1531 เป็นหนึ่งในภาพที่ดึงดูดและเปี่ยมด้วยจิตวิญญาณที่สุดในโลกคริสเตียน ผืนผ้าติลมานี้ ควรจะเสื่อมสลายไปตามเวลากว่า 445 ปีมาแล้ว แต่ยังนุ่มและเหนียวแน่น ไม่มีร่องรอยว่าจะเสื่อมสภาพหรือทรุดโทรมลงแต่อย่างใด

 

 

 

 


ลูร์ด, ฝรั่งเศส (1858)
 

ในปี 1858 มีข่าวลือแพร่หลายว่าพระแม่ได้เสด็จนิวัติคืนมา ครั้งนี้ที่เมืองลูร์ด ทางตะวันตกเฉียงใต้ของฝรั่งเศส ท่ามกลางฤดูหนาว วันที่ 11 กุมภาพันธ์ เด็กหญิงสามคนได้ออกไปเก็บกิ่งไม้มาทำฟืนใกล้หน้าผาที่เรียกว่า มาสซาเบียลล์ เด็กหญิงที่โตที่สุดเดินตรงเข้าหาหน้าผา และเมื่อเด็กหญิงอีกสองคนตามไปดูเธอ ก็พบว่าเธอได้คุกเข่านิ่งอยู่หน้าถ้ำ เงยหน้าขึ้นไม่ติงไหวแม้จะกระพริบตา และทั้งสองก็ขยับเขยื้อนเธอไม่ได้แม้แต่แขนข้างเดียว เด็กหญิงผู้หยุดนิ่งคนนี้ชื่อ แบร์นาแด็ตต์ โซบิโรส์ และถ้ำเรียบง่ายนั้นจะกลายเป็นหนึ่งในถ้ำที่โด่งดังและยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ 

แบร์นาแด็ตต์กล่าวว่า เธอเห็นเมฆสีทองและสตรีสวมอาภรณ์ขาว คาดผ้าสีน้ำเงินที่เอว เท้าเปล่า และมีประคำกางเขนกุมไว้ในมือตั้งท่าภาวนา

ระหว่างการประจักษ์ครั้งที่ 16 ในวันที่ 25 มีนาคม ซึ่งเป็นวันฉลองแม่พระรับสาร แบร์นาแด็ตต์รับฟังจากแม่พระว่า พระนางทรงเป็นผู้ "ปฏิสนธินิรมล" แบร์นาแด็ตต์ได้บอกกล่าวเรื่องนี้ต่อบาทหลวงปีราเมล ซึ่งประทับใจอย่างยิ่งกับรายงานนี้ ในที่สุดพระนางก็ได้ระบุว่าเป็นผู้ปฏิสนธินิรมล ซึ่งหมายถึงพระนางเป็นพระแม่มารีอันศักดิสิทธิ์สูงสุด พระมารดาของพระผู้ช่วยให้รอด แบร์นาแด็ตต์ไม่เข้าใจเรื่องราวนี้แม้แต่น้อย เมื่อเธออายุสิบหกปี แบร์นาแด็ตต์เข้าไปอยู่ในคอนแวนต์ของคณะภคินีแห่งเนอแวร์ เธออาศัยอยู่ที่นั่นด้วยความสมถะและสงบเงียบจนถึงแก่กรรมในวันที่ 16 เมษายน 1879 ด้วยวัย 32 ในปี 1933 เธอได้รับการสถาปนาเป็นนักบุญแบร์นาแด็ตต์

.

 

 


ฟาติมา, โปรตุเกส (1917)
 

หมู่บ้านฟาติมาตั้งอยุ่ทางเหนือของกรุงลิสบอน ห่างออกไป 88 ไมล์ ในปี 1917 พื้นที่บริเวณนั้นเป็นถิ่นกันดารแห้งแล้ง ผู้อาศัยเป็นเกษตรกรจำนวนหนึ่ง วันที่ 13 พฤษภาคม 1917 ลูเซีย ดอส ซานโตส (อายุแปดขวบ) และลูกพี่ลูกน้องที่เด็กกว่าสองคนชื่อ จาซินตาและฟรานซิสโก กำลังเลี้ยงแกะอยู่ที่ทุ่งเลี้ยงสัตว์กันดารแห่งหนึ่งซึ่งมีชื่อเรียกว่า โกวา ดา อิเรีย ในเวลาเที่ยงวัน สตรีทรงโฉมนางหนึ่งปรากฏกายขึ้นเหนือต้นไม้และร้องขอเรื่องสามประการ "ข้าต้องการให้พวกเจ้ามาที่นี้ในวันที่ 13 ของทุกเดือนในเวลาเดิม แล้วข้าจะเฉลยว่าเป็นใครและต้องการสิ่งใด" นางบอกให้เด็กทั้งสามเรียนอ่านเขียน และให้ "สวดสายประคำทุกวันเพื่อสันติภาพแก่โลกและการสิ้นสุดสงคราม"

วันสุดท้ายที่พระนางได้นัดหมายการประจักษ์ที่ฟาติมา วันที่ 13 ตุลาคม ที่โกวา ดา อิเรีย ฝนได้ตกหนักต่อเนื่อง ที่นั่นเหน็บหนาวเย็นเยือก ฝูงชนกว่า 50,000 คนรอคอยท่ามกลางโคลนตม ทันใดนั้น เมฆก็คลีออก ฟ้าเปิดให้เห็นพระอาทิตย์เคลื่อนโคจร หมุน และเต้นระบำ ผู้คนมากมายทรุดเข่าลงสวดภาวนา หลังจากครู่หนึ่งนั้น ทุกคนเห็นพระอาทิตย์ถอยกลับไปสู่สถานะเดิม ข่าวได้แพร่กระจายไปทั่วโลกผ่านหนังสือพิมพ์และสื่อในยุคนั้น

ซิสเตอร์ลูเซียอธิบายในหนังสือเล่มสุดท้ายของเธอว่า ระหว่างการสื่อสารจากพระแม่ เริ่มจากการประจักษ์ของเทวทูต ร้องขอให้สวดภาวนาและพลีแก่พระผู้เป็นเจ้าเพื่อความรักและการกลับใจของเหล่าคนบาป สำหรับเธอแล้ว คำร้องขอนี้เป็นเรื่องพื้นฐานของข้อความทั้งหมดที่เริ่มแนะนำให้ทุกคนเข้าสู่เส้นทางของความศรัทธา ความหวัง และความรัก ทุกวันนี้ วิหารศักดิ์สิทธิแห่งฟาติมามีผู้เยี่ยมชมหลายล้านคนในทุกปี

 

 


เมดจูกอร์เจ, บอสเนียและเฮอร์เซโกวินา (1981)
 

เดือนมิถุนายน 1981 กลุ่มวัยรุ่น อิวานก้า อิวานโกวิช, เมียร์ยานา ดรายิเซวิชล วิคกา อิวานโกวิชล ยาคอฟ โคโล และอิวาน ดรายิเซวิช ได้พบเงาสตรีเรืองแสงลอยอยู่บนอากาศสูงหนึ่งเมตรเหนือพื้น หลังจากนั้น เมื่อได้เล่าให้คนอื่นที่อยู่ด้วยกันฟังแล้ว คนจำนวนมากได้มารวมกันที่นั่นและได้เห็นแสงมหัศจรรย์ที่พอดบรีโด ซึ่งหมายถึง "ปลายเนิน" พระนางได้เผยแสดงว่านางคือพระแม่มารีและร้องขึ้นถึง "สันติ! สันติ! กลับใจของตนเสีย" ไม่กี่ปีถัดมา มารียา พาฟโลวิค-ลูเน็ตติ เริมได้รับสารจากพระแม่

ผู้เห็นภาพนิมิตถูกตำรวจสอบสวนและผ่านการตรวจสอบทางจิตวิทยาซึ่งผลปรากฏว่าเหล่าวัยรุ่นนั้นปกติและมีสุขภาพดี เกิดปาฏิหาริย์การเยียวยา เช่น คนตาบอดได้มองเห็นและเด็กอัมพาตเริ่มลุกเดิน จากนั้นการฟื้นฟูศาสนาครั้งใหญ่ก็เกิดขึ้นที่เมดจูกอร์เจและบริเวณโดยรอบ ทางการพยายามสั่นคลอนการประจักษ์นี้แต่ไม่เป็นผล หลายคนได้รับสารอย่างลับๆ ผู้คนหลายพันรายงานการพบเห็นแสงประหลาดอัศจรรย์และปรากฏการณ์ผิดปกติเช่น การหายจากอาการป่วย, ความพิการทุพพลภาพ และความวุ่นวายใจ

ในวันที่ 25 มิถุนายน 2014 พระแม่มารีผู้ทรงศักดิสิทธิ์สูงสุดได้ส่งสารประจำปีแก่มารียา พาฟโลวิค ผู้ประจักษ์นิมิตในเมดจูกอร์เจ ดังนี้: "บุตรที่รักเอ๋ย! พระผู้ทรงสถิตสูงสุดได้ประทานพระกิตติคุณแก่เรา เพื่อที่เราจะได้อยู่กับพวกเจ้าและนำพวกเจ้าภาวนาสู่วิถีแห่งสันติ หัวใจและวิญญาณของพวกเจ้าโหยหาสันติและความรัก เพื่อพระเจ้าและพระหรรษทานของพระองค์ ดังนั้น บุตรตัวน้อยทั้งหลาย จงสวดภาวนา, ภาวนา, ภาวนา และในคำภาวนานั้นพวกเจ้าจะพบภูมิปัญญาในการดำเนินชีวิต เราขออำนวยพรให้เจ้าทั้งปวงทุกคนต่อเบื้องหน้าเยซู บุตรชายของเรา ขอขอบใจที่ได้ตอบสนองกระแสเรียกของเรา"

 


ข้อความดัดแปลงจากผลงาน "การประจักษ์ที่ยิ่งใหญ่ของพระแม่มารี" โดยอิงโก สวอน จากอเมริกาเหนือ และตีพิมพ์ในบราซิลโดยเอดิตอรา เปาลินาส


 

เราคือใคร?

สมาคมพระแม่มารี
สมาคมคริสต์ศาสนาสัมพันธ์ที่มีประสงค์เพื่อเผยแผ่วรสารสากลแห่งความรักและสันติภาพที่พระเยซูคริสต์ พระแม่มารี และนักบุญโยเซฟประทานมายังเหล่าพระของคณะพระกรุณากิตติคุณ เร่งเร้าการเติบโตทางจิตวิญญาณผ่านการภาวนาและการรับใช้โดยไม่เห็นแก่ตน

ติดต่อ